สัมมนาวิชาการ “องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับการแก้ไขปัญหาการเมืองไทย”
posted on 01 Feb 2011 15:40 by olivemu(งานส่งอาจารย์ค่ะ แค่อยากนำมาเผยแพร่เช้ยเฉย)
ผู้ดำเนินรายการ ได้แก่ ดร.ประพีร์ อภิชาตสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วิทยากร ได้แก่ รศ.ดร.อัมพร ธำรงลักษณ์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.อนุสรณ์ ลิ่มมณี ดำรงตำแหน่งรักษาการหัวหน้าภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.วรทิพย์ มีมาก อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
การสัมมนาดำเนินไปโดยวิทยากรผลัดกันแสดงทัศนะทีละท่าน
เริ่มจาก รศ.ดร.อัมพร ธำรงลักษณ์ โดยมีประเด็นหลัก ดังนี้
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยมากมายที่เปิดสอนหลักสูตรวิชารัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเอกบริหารรัฐกิจ(รัฐประศาสนศาสตร์) เพราะเป็นสาขาวิชาที่เรียนง่าย เรียนจบหลักสูตรได้ง่าย แต่การจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐานของมหาวิทยาลัยหลายแห่งทำให้นิสิต-นักศึกษาเรียนจบหลักสูตรทั้งที่ยังไม่มีความรู้ความสามารถทั้งในทางด้านวิชาการและทางด้านการปฏิบัติ ดังนั้นจึงเกิดความย้อนแย้งระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แวดวงวิชาการต้องตั้งคำถามต่อการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ ปัญหาคือ หลักสูตรที่พัฒนามา ๓๐ ปีนั้นไม่ตอบโจทย์ให้กับสังคม ซึ่งรวมถึงการศึกษาเชิงสัจจะ(Positive statement) ซึ่งเป็นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการตั้งสมมติฐานที่แน่นอน มีการทดลองในระบบปิด ต่างจากรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ในความเป็นจริงมีผลกระทบภายนอกมากมาย ทำให้ไม่สามารถทำนายปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมได้ ในอนาคตจึงจำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นๆในการศึกษาและพัฒนาการศึกษารัฐศาสตร์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐศาสตร์ รวมถึงบริหารรัฐกิจจะยืนอยู่ตรงไหนไม่สำคัญ จุดที่สำคัญคือเรากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน ซึ่งในทางที่ถูกต้อง เราจะต้องร่วมกันนำทฤษฎีมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้กับสังคมให้ดีที่สุด
ศ.ดร.อนุสรณ์ ลิ่มมณี อธิบายทัศนะของท่านโดยมีประเด็นหลัก ดังนี้
จากหัวข้อในการสัมมนา คือ องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับการแก้ไขปัญหาการเมืองไทย เรามี ๓ ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ๑.) สถานะขององค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์เป็นอย่างไร ๒.)ปัญหาทางการเมืองของไทยคืออะไร ๓.)องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ สามารถตอบปัญหาทางการเมืองได้หรือไม่ ถ้าได้ ทำไมจึงแก้ปัญหาไม่ได้
ประเด็นแรก -- --สถานะขององค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ ;
รัฐศาสตร์ศึกษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนในสังคม คล้ายกับสังคมวิทยา ,เป็นศาสตร์บริสุทธิ์ที่ศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง นักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่ง คือ แกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Abraham Almond) เปรียบไว้ว่า วิทยาศาสตร์เปรียบเหมือนนาฬิกา -เที่ยงตรง ชัดเจน ขณะที่มนุษยศาสตร์นั้นเปรียบเหมือนก้อนเมฆ –ล่องลอย ไร้การควบคุม และรัฐศาสตร์ก็อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้
ปัญหาหลักของศาสตร์ทางสังคมวิทยาคือ สังคมวิทยาศึกษาเกี่ยวกับคนในแง่ของ object คือชีวิต พฤติกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างคน ส่วนในอีกแง่หนึ่งของคน subject คือ ร่างกาย เนื้อหนัง นั้นมีนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้สนใจศึกษา
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สิ้นหวัง หากมองย้อนดูประวัติศาสตร์รัฐศาสตร์ ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์มักสร้างขึ้นเพื่อตอบคำถามในยุคของตนเองซึ่งได้รับคำตอบที่แตกต่างกัน ซึ่งหมายถึงเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐศาสตร์จะมีสำนักคิดจำนวนมากเกินไป ต่างจากเศรษฐศาสตร์ที่มีสำนักคิดที่โดดเด่นอย่างสำนักคลาสสิก และนีโอคลาสสิกก็ตามที
ประเด็นที่สอง ปัญหาทางการเมืองของไทยคืออะไร ;
ปัญหาทางการเมืองของไทยในปัจจุบันมี ๒ ประเด็น คือ ๑)ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับประชาธิปไตย (ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างกลุ่มคนสองขั้วได้แก่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ซึ่งรากของปัญหานี้คือการมีมุมมองต่อประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน และมองในมุมแคบ จำกัดเฉพาะสิ่งที่อยากมองเห็นเท่านั้น ไม่รับฟังมุมมอง ความคิดเห็นของอีกฝ่าย เปรียบเหมือนว่ามีตากันคนละข้าง และ ๒)ปัญหาความขัดแย้งเพื่อแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งมีเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเกี่ยวข้อง
จะเห็นได้ว่า ปัญหาข้างต้นเกิดจากคน ไม่ได้เกิดจากองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ ว่าขาดแคลน หรือไม่ครอบคลุมปัญหาแต่อย่างใด ปัญหาเกิดจากการที่คนไม่ยอมรับกติกา ไม่ยอมรับทฤษฎี ทุกคนจะกอบโกยเอาผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่สนใจผู้อื่น ทำให้เกิดความขัดแย้งต่างๆนานา ประกอบกับการทำงานของรัฐบาลที่แบ่งเป็นกระทรวงต่างๆ แยกกันกำหนดนโยบายและดำเนินนโยบายโดยขาดความเป็นเอกภาพ ทำให้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
รศ.ดร.วรทิพย์ มีมาก ผู้บรรยายท่านสุดท้าย ได้แสดงทัศนะของท่าน โดยมีประเด็นหลัก ดังนี้
จากหัวข้อในการสัมมนา คือ องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับการแก้ไขปัญหาการเมืองไทย เรามี ๓ ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ๑) ภาคองค์ความรู้ ๒)ภาคการเมือง และ ๓)ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองภาค
จากข้อสมมติของผม ปัญหาเกิดขึ้นเพราะมีช่องว่างเกิดขึ้น เช่นช่องว่างในการศึกษารัฐศาสตร์ ระหว่างในภาพรวม คือ มหภาค และในส่วนย่อย คือ จุลภาค ช่องว่างเกิดขึ้นเพราะการพัฒนาทฤษฎีเน้นในส่วนของมหภาคเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนจุลภาคนั้นแทบไม่ได้รับการพัฒนาเลย การตอบคำถามคนละมุมมองกันอย่างสิ้นเชิงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสายการอธิบาย และเรายังไม่สามารถถมช่องว่างนี้ให้เต็มได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐศาสตร์ไม่สามารถทำนายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้
ส่วนในภาคการเมือง ผมเห็นว่า *สมมติฐานช่องว่างของฮันทิงตัน (Samual P. Huntington) นั้นเหมาะสมในการนำมาปรับใช้กับการเมืองไทย กล่าวคือ ช่องว่างทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความคับข้องใจทางสังคม นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจถดถอยจากปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุน เกิดความยากจนของประชาชนจำนวนมาก และนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมในที่สุด ซึ่งความขัดแย้งนี้ก็ส่งผลเสียต่อการเมืองความมั่นคงทางการเมืองอีกด้วย เกิดช่องว่างขึ้นในระบบการเมืองไทย ซึ่งผมคิดว่าวลีที่อธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างชัดเจนคือ “สองมาตรฐาน” โดยกลุ่ม นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ)
เมื่อเกิดช่องว่างขึ้นทั้งในภาคองค์ความรู้และภาคการเมือง จึงทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น หากเราไม่สามารถถมช่องว่างทั้งสองนี้ให้เต็มได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองไทยได้
แนวทางการแก้ปัญหาคือ ต้องเชื่อมโยงระหว่างช่องว่าง หรือถมช่องว่างให้เต็มนั่นเอง เช่น เชื่อมโยงองค์ความรู้รัฐศาสตร์ ระหว่างส่วนมหภาคและส่วนจุลภาคให้สอดคล้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน , เชื่อมโยงให้เกิดการยอมรับกฎ กติกาของสมาชิกประชาคมทางการเมือง , เชื่อมโยงการรับช่วงทางการเมืองให้ลื่นไหลไม่ติดขัด เป็นต้น
*เชิงอรรถ
” ...ในส่วนนี้แซมมูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือกรณีสังคมขยับตัว (social mobilization) อันได้แก่ การที่สังคมเปลี่ยนจากสังคมเกษตรมาสู่สังคมอุตสาหกรรม ในการเปลี่ยนจากสังคมเกษตรมาสู่สังคมอุตสาหกรรมนั้นย่อมนำไปสู่การเกิดชุมชน เมือง การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน การต่อรองเรื่องค่าจ้าง จนนำไปสู่การจัดตั้งเป็นสหภาพ ขณะเดียวกันในชุมชนเมืองก็มีการเข้ามาของสื่อมวลชนในแขนงต่างๆ ซึ่งย่อมจะนำไปสู่การได้รับข่าวสารข้อมูลและการคิดวิพากษ์สังคมจนนำไปสู่การ กล้าคิด เช่น เริ่มกล้าที่จะคิดว่าถ้าตนเป็นนายกเทศมนตรีจะทำอะไรให้กับชุมชนได้บ้าง เมื่อมีความกล้าที่จะคิดเช่นนี้ก็ย่อมจะกล้าเรียกร้องทางการเมือง...
...การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาเบื้องต้นก็คือ การเกิดความตื่นตัวทางการเมือง (political consciousness) ซึ่งเป็นข้อถกเถียงของฮันติงตันว่า political consciousness จะเกิดจากขบวนการขยับตัวของสังคม และเมื่อเกิด political consciousness ก็จะมีการเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง (political participation) กระบวนการทั้งหมดนี้ฮันติงตันกล่าวว่าเป็นความจำเริญทางการเมือง (political modernization)”
อ้างอิงจาก บทความ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหมู่ประชาชน” ; หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2553) โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
แหล่งที่มา http://www.dhiravegin.com/detail.php?item_id=000876


คนอะไร้ น่ารักน่าชังจริงจริ๊ง

โซ้ยเรียบ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ เอิ๊ก