(งานส่งอาจารย์ค่ะ  แค่อยากนำมาเผยแพร่เช้ยเฉย)

ผู้ดำเนินรายการ  ได้แก่  ดร.ประพีร์  อภิชาตสกล  อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วิทยากร  ได้แก่   รศ.ดร.อัมพร  ธำรงลักษณ์  หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.อนุสรณ์  ลิ่มมณี  ดำรงตำแหน่งรักษาการหัวหน้าภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.วรทิพย์  มีมาก  อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การสัมมนาดำเนินไปโดยวิทยากรผลัดกันแสดงทัศนะทีละท่าน

เริ่มจาก รศ.ดร.อัมพร  ธำรงลักษณ์    โดยมีประเด็นหลัก ดังนี้
                ในปัจจุบัน  ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยมากมายที่เปิดสอนหลักสูตรวิชารัฐศาสตร์  โดยเฉพาะวิชาเอกบริหารรัฐกิจ(รัฐประศาสนศาสตร์)  เพราะเป็นสาขาวิชาที่เรียนง่าย  เรียนจบหลักสูตรได้ง่าย  แต่การจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐานของมหาวิทยาลัยหลายแห่งทำให้นิสิต-นักศึกษาเรียนจบหลักสูตรทั้งที่ยังไม่มีความรู้ความสามารถทั้งในทางด้านวิชาการและทางด้านการปฏิบัติ  ดังนั้นจึงเกิดความย้อนแย้งระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  แวดวงวิชาการต้องตั้งคำถามต่อการศึกษาวิชารัฐศาสตร์  ปัญหาคือ  หลักสูตรที่พัฒนามา ๓๐ ปีนั้นไม่ตอบโจทย์ให้กับสังคม  ซึ่งรวมถึงการศึกษาเชิงสัจจะ(Positive statement)  ซึ่งเป็นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการตั้งสมมติฐานที่แน่นอน มีการทดลองในระบบปิด  ต่างจากรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ในความเป็นจริงมีผลกระทบภายนอกมากมาย  ทำให้ไม่สามารถทำนายปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมได้  ในอนาคตจึงจำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นๆในการศึกษาและพัฒนาการศึกษารัฐศาสตร์ต่อไป
                อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่ารัฐศาสตร์ รวมถึงบริหารรัฐกิจจะยืนอยู่ตรงไหนไม่สำคัญ  จุดที่สำคัญคือเรากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน  ซึ่งในทางที่ถูกต้อง เราจะต้องร่วมกันนำทฤษฎีมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้กับสังคมให้ดีที่สุด 

 

ศ.ดร.อนุสรณ์  ลิ่มมณี  อธิบายทัศนะของท่านโดยมีประเด็นหลัก ดังนี้
                จากหัวข้อในการสัมมนา  คือ องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับการแก้ไขปัญหาการเมืองไทย เรามี ๓ ประเด็นที่ต้องพิจารณา  คือ ๑.) สถานะขององค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์เป็นอย่างไร  ๒.)ปัญหาทางการเมืองของไทยคืออะไร   ๓.)องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์  สามารถตอบปัญหาทางการเมืองได้หรือไม่  ถ้าได้  ทำไมจึงแก้ปัญหาไม่ได้
                ประเด็นแรก -- --สถานะขององค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ ;
                รัฐศาสตร์ศึกษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนในสังคม คล้ายกับสังคมวิทยา  ,เป็นศาสตร์บริสุทธิ์ที่ศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง  นักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่ง คือ แกเบรียล  อัลมอนด์ (Gabriel Abraham Almond) เปรียบไว้ว่า  วิทยาศาสตร์เปรียบเหมือนนาฬิกา -เที่ยงตรง ชัดเจน  ขณะที่มนุษยศาสตร์นั้นเปรียบเหมือนก้อนเมฆ –ล่องลอย ไร้การควบคุม  และรัฐศาสตร์ก็อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้  
                ปัญหาหลักของศาสตร์ทางสังคมวิทยาคือ  สังคมวิทยาศึกษาเกี่ยวกับคนในแง่ของ object คือชีวิต  พฤติกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างคน  ส่วนในอีกแง่หนึ่งของคน     subject คือ ร่างกาย เนื้อหนัง นั้นมีนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้สนใจศึกษา
                อย่างไรก็ตาม  เรายังไม่สิ้นหวัง  หากมองย้อนดูประวัติศาสตร์รัฐศาสตร์  ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์มักสร้างขึ้นเพื่อตอบคำถามในยุคของตนเองซึ่งได้รับคำตอบที่แตกต่างกัน  ซึ่งหมายถึงเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  แม้รัฐศาสตร์จะมีสำนักคิดจำนวนมากเกินไป  ต่างจากเศรษฐศาสตร์ที่มีสำนักคิดที่โดดเด่นอย่างสำนักคลาสสิก และนีโอคลาสสิกก็ตามที
                ประเด็นที่สอง  ปัญหาทางการเมืองของไทยคืออะไร   ;
                ปัญหาทางการเมืองของไทยในปัจจุบันมี ๒ ประเด็น  คือ ๑)ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับประชาธิปไตย (ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างกลุ่มคนสองขั้วได้แก่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ซึ่งรากของปัญหานี้คือการมีมุมมองต่อประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน และมองในมุมแคบ จำกัดเฉพาะสิ่งที่อยากมองเห็นเท่านั้น  ไม่รับฟังมุมมอง  ความคิดเห็นของอีกฝ่าย  เปรียบเหมือนว่ามีตากันคนละข้าง  และ ๒)ปัญหาความขัดแย้งเพื่อแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ตอนล่าง  ซึ่งมีเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเกี่ยวข้อง
                จะเห็นได้ว่า ปัญหาข้างต้นเกิดจากคน  ไม่ได้เกิดจากองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์  ว่าขาดแคลน หรือไม่ครอบคลุมปัญหาแต่อย่างใด  ปัญหาเกิดจากการที่คนไม่ยอมรับกติกา ไม่ยอมรับทฤษฎี  ทุกคนจะกอบโกยเอาผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่สนใจผู้อื่น  ทำให้เกิดความขัดแย้งต่างๆนานา  ประกอบกับการทำงานของรัฐบาลที่แบ่งเป็นกระทรวงต่างๆ  แยกกันกำหนดนโยบายและดำเนินนโยบายโดยขาดความเป็นเอกภาพ  ทำให้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

 

รศ.ดร.วรทิพย์  มีมาก  ผู้บรรยายท่านสุดท้าย  ได้แสดงทัศนะของท่าน  โดยมีประเด็นหลัก ดังนี้
จากหัวข้อในการสัมมนา  คือ องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับการแก้ไขปัญหาการเมืองไทย  เรามี ๓ ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ๑) ภาคองค์ความรู้  ๒)ภาคการเมือง และ ๓)ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองภาค
                จากข้อสมมติของผม ปัญหาเกิดขึ้นเพราะมีช่องว่างเกิดขึ้น  เช่นช่องว่างในการศึกษารัฐศาสตร์  ระหว่างในภาพรวม คือ มหภาค และในส่วนย่อย คือ จุลภาค  ช่องว่างเกิดขึ้นเพราะการพัฒนาทฤษฎีเน้นในส่วนของมหภาคเพียงอย่างเดียว  แต่ส่วนจุลภาคนั้นแทบไม่ได้รับการพัฒนาเลย  การตอบคำถามคนละมุมมองกันอย่างสิ้นเชิงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสายการอธิบาย  และเรายังไม่สามารถถมช่องว่างนี้ให้เต็มได้  เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐศาสตร์ไม่สามารถทำนายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้
                ส่วนในภาคการเมือง   ผมเห็นว่า *สมมติฐานช่องว่างของฮันทิงตัน (Samual P. Huntington)  นั้นเหมาะสมในการนำมาปรับใช้กับการเมืองไทย  กล่าวคือ ช่องว่างทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความคับข้องใจทางสังคม นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง  ทำให้เศรษฐกิจถดถอยจากปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุน  เกิดความยากจนของประชาชนจำนวนมาก และนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมในที่สุด  ซึ่งความขัดแย้งนี้ก็ส่งผลเสียต่อการเมืองความมั่นคงทางการเมืองอีกด้วย  เกิดช่องว่างขึ้นในระบบการเมืองไทย  ซึ่งผมคิดว่าวลีที่อธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างชัดเจนคือ “สองมาตรฐาน” โดยกลุ่ม นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ)
                เมื่อเกิดช่องว่างขึ้นทั้งในภาคองค์ความรู้และภาคการเมือง  จึงทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น  หากเราไม่สามารถถมช่องว่างทั้งสองนี้ให้เต็มได้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองไทยได้
                แนวทางการแก้ปัญหาคือ ต้องเชื่อมโยงระหว่างช่องว่าง หรือถมช่องว่างให้เต็มนั่นเอง  เช่น เชื่อมโยงองค์ความรู้รัฐศาสตร์  ระหว่างส่วนมหภาคและส่วนจุลภาคให้สอดคล้อง  เป็นไปในทิศทางเดียวกัน   , เชื่อมโยงให้เกิดการยอมรับกฎ กติกาของสมาชิกประชาคมทางการเมือง  , เชื่อมโยงการรับช่วงทางการเมืองให้ลื่นไหลไม่ติดขัด เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

*เชิงอรรถ

” ...ในส่วนนี้แซมมูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือกรณีสังคมขยับตัว (social mobilization) อันได้แก่ การที่สังคมเปลี่ยนจากสังคมเกษตรมาสู่สังคมอุตสาหกรรม ในการเปลี่ยนจากสังคมเกษตรมาสู่สังคมอุตสาหกรรมนั้นย่อมนำไปสู่การเกิดชุมชน เมือง การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน การต่อรองเรื่องค่าจ้าง จนนำไปสู่การจัดตั้งเป็นสหภาพ ขณะเดียวกันในชุมชนเมืองก็มีการเข้ามาของสื่อมวลชนในแขนงต่างๆ ซึ่งย่อมจะนำไปสู่การได้รับข่าวสารข้อมูลและการคิดวิพากษ์สังคมจนนำไปสู่การ กล้าคิด เช่น เริ่มกล้าที่จะคิดว่าถ้าตนเป็นนายกเทศมนตรีจะทำอะไรให้กับชุมชนได้บ้าง เมื่อมีความกล้าที่จะคิดเช่นนี้ก็ย่อมจะกล้าเรียกร้องทางการเมือง...
...การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาเบื้องต้นก็คือ การเกิดความตื่นตัวทางการเมือง (political consciousness) ซึ่งเป็นข้อถกเถียงของฮันติงตันว่า political consciousness จะเกิดจากขบวนการขยับตัวของสังคม และเมื่อเกิด political consciousness ก็จะมีการเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง (political participation) กระบวนการทั้งหมดนี้ฮันติงตันกล่าวว่าเป็นความจำเริญทางการเมือง (political modernization)” 
อ้างอิงจาก  บทความ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหมู่ประชาชน”  ; หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2553) โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
แหล่งที่มา  http://www.dhiravegin.com/detail.php?item_id=000876

 

เอ็นทรีนี้จัดทำขึ้นเพื่อรองรับ

การสาดน้ำ

การยิงกระสุนน้ำ

และ

การปาดอกมะลิ

(ใช่ไหมเนี่ย)

 

ดังนั้น..

 

มันจึงหาสาระมิได้

 

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

สงกรานต์ปีนี้เป็นอีกปีที่ดิฉันจะไม่เล่นน้ำค่ะทุกท่าน

วันนี้ไปกินสุกี้และไอติมกับครอบครัวกันมา ตอนเย็นก็ไปเล่นบาสตามปกติ 

แต่ไม่มีทีมเล่น คนมาน้อยเกิน --..--

 

สาดในเอ็กซ์ทีนนี่แหละสนุกที่สุดแล้ว 

 

 

ว่าไหมคะทุกท่าน?